หน้าหลักสุขภาพดีสร้างได้

หน้าฝน มากับโรคตาแดง

สุขภาพดีสร้างได้

หน้าฝน มากับโรคตาแดง

นอกจากความชุ่มฉ่ำแล้ว สิ่งที่มักจะมากับหน้าฝนก็คือโรคหลาย ๆ โรค ซึ่งโรคตาแดงหรือโรคเยื่อบุตาอักเสบ (Conjunctivitis) คือหนึ่งในนั้น นับว่าเป็นโรคทางตาที่พบได้บ่อย และที่มองเห็นดวงตาเป็นสีแดงนั้นเนื่องมาจากหลอดเลือดฝอยที่เยื่อบุตาหรือส่วนที่เป็นตาขาวขยายตัว ส่วนที่ว่าตาจะแดงมากหรือแดงน้อยก็ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการอักเสบ โรคนี้แม้จะพบมากในเด็กแต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย ถ้าละเลยหรือไม่รักษาอาจติดเชื้อที่รุนแรงจนเป็นอันตรายกับดวงตาได้

  • โรคตาแดงเกิดขึ้นได้จากสาเหตุหลัก ๆ คือโรคตาแดงที่เกิดจากการติดเชื้อ (ไวรัสและแบคทีเรีย) กับโรคตาแดงที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ (ภูมิแพ้และอื่น ๆ)
  • แม้ว่าจะเป็นโรคที่ดูไม่ร้ายแรง แต่ถ้าละเลยหรือไม่ทำการรักษาก็อาจจะทำให้ตาแดงเรื้อรัง เส้นเลือดตาอักเสบเรื้อรัง หรือติดเชื้อที่รุนแรงถึงขั้นทำให้การมองเห็นลดลงและดวงตาพิการได้
  • การป้องกันโรคตาแดง ทำได้ด้วยการไม่ใช้มือหรือสิ่งใดสัมผัสตาโดยไม่ได้ทำความสะอาดก่อน หมั่นล้างมือเพื่อลดการติดเชื้อจากมือไปสัมผัสที่ตา เปลี่ยนผ้าเช็ดหน้าบ่อย ๆ และไม่ใช้เครื่องใช้ร่วมกับผู้อื่น ฯลฯ

แพทย์หญิงอารดา มกรพงศ์ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจอประสาทตาและแพทย์หัวหน้าศูนย์ตา โรงพยาบาลพญาไท 2 ให้ข้อมูลว่าโรคตาแดงเกิดขึ้นได้จากสาเหตุหลัก ๆ คือ

โรคตาแดงที่เกิดจากการติดเชื้อ โดยเชื้อที่ทำให้เกิดโรคตาแดงมีอยู่สองชนิด คือ เชื้อไวรัส (Viral Conjunctivitis) จะมีอาการตาแดงบวม เจ็บตา เคืองตามาก น้ำตาไหล มีขี้ตาไม่มากหรือมีเป็นเมือกใส ๆ และตาไวต่อแสง ส่วนเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Conjunctivitis) จะมีอาการตาแดงและเคืองตาเช่นกัน แต่สิ่งที่สังเกตเห็นได้ชัดคือ มีขี้ตาสีเขียวหรือสีเหลืองเกาะอยู่รอบ ๆ ดวงตาและขนตามากกว่าปกติ โดยเฉพาะตอนเช้า

โรคตาแดงที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ เกิดได้จากการเป็นภูมิแพ้ (Allergic Conjunctivitis) ไม่ว่าแพ้อากาศ แพ้ฝุ่น หรือขนสัตว์เลี้ยง การได้รับควันบุหรี่ ฝุ่นในโรงงาน การว่ายน้ำแล้วดวงตาสัมผัสกับสารคลอรีนในสระ การใส่คอนแทคเลนส์เป็นเวลานาน หรือแม้แต่แอร์ที่ไม่ได้รับการทำความสะอาดก็ล้วนมีส่วนทำให้เกิดโรค มือที่สัมผัสสารเคมีทั้งกรดและด่างแล้วไปจับหรือขยี้ตา การใช้เครื่องสำอางบริเวณรอบดวงตา การนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ โดยใช้สายตาเพ่งจอเป็นเวลานาน หรืออยู่ในห้องแอร์ที่อุณหภูมิเย็นมาก ๆ และนั่งกลางแจ้งโดนแดดนาน ๆ ก็ทำให้เป็นโรคตาแดงได้ทั้งสิ้น

สำหรับการป้องกันโรคตาแดง ทำได้โดยการไม่ใช้มือหรือสิ่งใดสัมผัสตาโดยไม่ได้ทำความสะอาด หมั่นล้างมือเพื่อลดการติดเชื้อจากมือไปสัมผัสที่ตา เปลี่ยนผ้าเช็ดหน้าบ่อย ๆ รวมถึงซักเสื้อผ้าและผ้าเช็ดหน้าผึ่งแดดให้สะอาดอยู่เสมอ ไม่คลุกคลีใกล้ชิดหรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางร่วมกับผู้อื่น และไม่ใส่คอนแทคเลนส์ตอนว่ายน้ำหรือตอนนอน อย่าใส่คอนแทคเลนส์นานเกิน 6 ถึง 8 ชั่วโมง เพราะเป็นสาเหตุทำให้ตาแดง ตาแห้ง และเกิดการติดเชื้อได้ง่าย (แต่ถ้าจำเป็นต้องใส่นานเกินกว่าเวลากำหนด ควรหยอดน้ำตาเทียมทุก 2 ชั่วโมง)

นอกจากนี้ ไม่ควรไปในสถานที่ที่มีคนจำนวนมากและเต็มไปด้วยฝุ่นละออง รวมถึงการใช้แอร์หรือพัดลมเป่าหน้า อย่าอยู่ในที่เย็นเป็นเวลานาน หากจำเป็นต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีความเย็นเป็นเวลานานหรือใช้ตาต่อเนื่อง ทุกครึ่งชั่วโมงควรพักสายตาด้วยการหลับตาประมาณ 5 นาที และควรใช้น้ำตาเทียมเพื่อบำรุงผิวเยื่อบุตาเป็นระยะ ๆ จะช่วยลดอาการตาแห้งซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ตาแดงได้ กรณีที่มีกรดหรือสารเคมีเข้าตาควรใช้น้ำยาล้างตาหรือน้ำสะอาดล้างตาทันทีเพื่อลดความเข้มข้นของกรดด่างที่จะทำลายผิวตาและให้รีบไปพบจักษุแพทย์

โรคตาแดงสามารถรักษาในเบื้องต้นก่อนพบแพทย์ โดยหากรู้สึกเคืองตาเล็กน้อยและตายังไม่แดงมาก ให้ลองหลับตาพักเป็นระยะ ดูอาการก่อนสัก 2 – 3 วัน ถ้าตาแดงและคันตาเรื้อรังให้ตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นภูมิแพ้ ลองหลีกเลี่ยงสิ่งที่อาจก่อให้เกิดการแพ้ เช่น ฝุ่นละออง ควันบุหรี่ ตุ๊กตา หนังสือ ขนหรือไรฝุ่นจากสัตว์เลี้ยงในบ้าน สำหรับใครที่เพิ่งนำสัตว์เลี้ยงตัวใหม่เข้ามาในบ้าน บางคนอาจเกิดอาการแพ้ในทันที ขณะที่บางคนยังไม่มีอาการแพ้ ต้องใช้เวลาหลายเดือนจึงจะกระตุ้นการเกิดภูมิแพ้ได้ กรณีใส่คอนแทคเลนส์ หากมีอาการตาแดงและมีขี้ตามากกว่าปกติหรือน้ำตาไหลมากควรพบจักษุแพทย์

เนื่องจากโรคตาแดงไม่มียารักษาโดยเฉพาะ เมื่อไปพบแพทย์ แพทย์จะทำการวินิจฉัยว่าตาแดงจากสาเหตุอะไรแล้วรักษาตามอาการ เช่น ให้พักสายตา ประคบร้อนประคบเย็นที่ดวงตา ล้างตาด้วยน้ำเกลือเพื่อลดการระคายเคือง ใช้ยาหยอดตาหรือน้ำตาเทียม ให้รับประทานยาแก้แพ้ หรือยาปฏิชีวนะ เป็นต้น ทั้งนี้แม้ว่าจะเป็นโรคที่ดูไม่ร้ายแรง แต่ถ้าละเลยหรือไม่ทำการรักษาก็อาจจะทำให้ตาแดงเรื้อรัง เส้นเลือดตาอักเสบเรื้อรัง หรือติดเชื้อที่รุนแรงถึงขั้นทำให้การมองเห็นลดลงและดวงตาพิการได้ เพราะฉะนั้น หากมีอาการปวดตารุนแรง ตาพร่ามัว หรืออาการตาแดงไม่ทุเลาภายใน 7 วัน ต้องรีบไปพบแพทย์โดยทันที

ที่มา : แพทย์หญิงอารดา มกรพงศ์ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจอประสาทตาและแพทย์หัวหน้าศูนย์ตา โรงพยาบาลพญาไท 2

Subscribe to our newsletter

ติดตามบทความสุขภาพดีดี จาก Gen Health Guru

สอบถามเพิ่มเติม